รายงานตัว

posted on 25 May 2012 15:55 by goldenfish
ช่วงนี้ ที่จริงก็มีบล็อกที่แอบกดดราฟต์ไว้ ผนวกกับเอ็กซ์ทีนเข้าไม่ได้ เลยหายหัวไปเล่น CF ที่บอร์ด ไทคอมมิค
เพิ่งลองส่งตัวละครไป ^^
 
 
น้องหอก
 
จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ย้อนอดีต : CX Magazine

posted on 09 May 2012 16:34 by goldenfish
กำลังคิดว่า จะอัพบล็อกอะไรดีรับขวัญ Dashboard ใหม่ เผอิญไปเจอรูปในโฟลเดอร์ที่อัพไว้ตั้งแต่ปีใหม่แล้วแต่ไม่ได้เขียนถึงซักที ก็เลยขอเขียนถึงในหัวข้อนี้ละกัน
 
--------------------------
เปิดตำนาน CX Magazine
 
ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2546 ตอนนั้นในวงการหนังสือแมกกาซีนอนิเม ก็มีหนังสือชื่อ Comic Quest เป็นหนังสือไซส์ B5 ซึ่งรวบรวมข่าวสารอนิเมต่างๆอยู่แล้ว ซึ่งในปีนั้น ทาง Comic Quest ก็ได้แถมหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่งมา ....เป็นตัวอย่างนิตยสารการ์ตูนไทยที่เตรียมตัวกันมาเนิ่นนาน หลังจากที่ทางค่ายได้ออกรวมเล่มการ์ตูนผู้หญิง จากนวนิยายขายดีของ ทมยันตี "ดั่งดวงหฤทัย " และ "ไกรทอง"  มาได้ซักพัก
 
 
 
โฉมหน้า CX เล่มที่ 0 ดูรายชื่อการ์ตูนและคนวาดได้ดังรูป
 
ในตอนนั้น CX ใช้สโลแกนว่า "ปฏิวัติสุดขีดวงการการ์ตูนไทย" ซึ่งกระแสในตอนนั้นก็เฝ้ารอการออกมาของคลื่นลูกใหม่ในวงการอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อ CX เล่มที่ 1 วางตลาด ก็ได้รับคอมเมนท์มากมาย (ซึ่งคอมเมนท์อันดับ 1 จะพูดถึงเรื่อง "กระดาษ" กันจมหู ) นอกจากเรื่องกระดาษ ก็มีเรื่องของราคาที่บางคนติติงว่า มันแพงไปหรือเปล่า? (จากที่เล่มแรกราคา หนา 2 เล่ม 25 บาท และบอกว่าจะขึ้นเป็นราคาปกติ 40 บาท ในเล่มถัดมา)
 
 
หน้าตาเล่ม 01-02 ที่รวมอยู่ในเล่มเดียว ของ CX
 
การ์ตูนแต่ละเรื่องที่ลงใน CX ส่วนใหญ่แล้ว จัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า "เข้าขั้น"  และเหมือนเป็นการเปิดตัวเพชรเม็ดงามที่เผยให้เห็นถึงประกายแสงอันเจิดจ้าของวงการการ์ตูนไทย และในช่วงนั้นก็มีการสนับสนุนผลงานการ์ตูนไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากค่ายเกมออนไลน์ และหัวหนังสืออื่นๆ
 
แต่ทว่า...CX ก็จำต้องปิดตัวลงในฉบับที่ 13 นั้นเอง....
 
ด้วยเหตุผล (ที่คนอ่านอย่างเรา ) ไม่ทราบได้ แต่ก็พอจะคาดได้ ถึงการลงทุนกับการทำตลาดของวงการการ์ตูนที่ต้องบอกว่า มันไม่ง่ายเลย  หลังจากที่ค่ายได้ปิดหัวหนังสือทั้ง Comic Quest และ CX ลง
 
 
การที่มี CX เกิดขึ้นและจบลง แม้จะเป็ลกลไกทางธุรกิจ แต่นักเขียนที่ CX และทีมงานแต่ละคน ก็ยังมีหาทางต่อไป เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงได้กลับมาผงาดอีกครั้ง แม้บางคนจะไม่ใช่ในค่ายเดิม สังกัดเดิม แต่วงการการ์ตูนไทย ยังก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งนับตั้งแต่ CX เกิดขึ้น นี่ก็เกือบจะครบ 10 ปีแล้ว ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นจะสูญเปล่าเลย
 
ใครจะคิดว่า ในเวลาไม่ถึง 10 ปี ยอดขายการ์ตูนไทย จะแตะหลายหมื่นเล่มได้หลายเรื่อง หลายคนโกอินเตอร์ (แม้บางคนจะเพราะช้ำกับวงการในไทย) วงการการ์ตูนไทยเติบโตขึ้นเร็วมาก ชนิดที่เรียกได้ว่า คนรุ่นนั้นไม่คาดหวังที่นักเขียนการ์ตูนจะเป็นอาชีพและทำเงินได้ด้วยซ้ำ
 
(ขอพาสที่จะย้อนเล่าเรื่อง แมกกาซีน ลายเส้น ไทยคอมมิค M comic เพราะจดจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แม่นนัก)
 
ใครว่า การ์ตูนไทยไม่พัฒนา? ไม่เลย มันพัฒนาขึ้นมามาก ถึงตอนนี้จะไม่เท่าที่หลายคนคาดหวังว่า จะมียอดขายเทียบเท่าญี่ปุ่น ทำอนิเม ทำสินค้า ต่อยอดทางธุรกิจ หรือโด่งดังไปทั่วโลก (หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ มังงะของญี่ปุ่นเอง เค้าก็ไม่ได้เกิดมา 10 -20 ปีแล้วเปรี้ยงปร้าง)
 
และจากนี้ ในยุคที่เราอยู่ วงการการ์ตูนไทยมันก้าวต่อไปได้ถึงขนาดไหน คงต้องมารอดูกัน....
 
ทดสอบ @aha301
เห็นหลายๆคนพูดถึงประสบการณ์สมัยเอ็นสะท้านของตัวเอง ก็เลยอยากเอามาแชร์มั่ง
 
ขอเล่าย้อนไปไกลหน่อย
 
ถ้าจะให้พูดถึงตัวเองตอนเรียน ก็ต้องบอกว่า รู้ตัวมาว่าไม่ชอบเลขมาตั้งแต่สมัยป.5 (ที่เริ่มเรียนสมการ x และ sin cos tan ที่ปัจจุบันก็ยังจำสูตรพวกนี้ไม่ได้) ตอนนั้นพอเริ่มเรียนม.ต้นก็พยายาม เขียนในใบที่จะเลือกสายที่อยากเรียนต่อ เป็นเกษตร แต่พ่อแม่ก็จับย้ายมาอยู่สายวิทย์จนได้ เรียนไปเสียวจะตกไป (ที่ยังไม่ตกเพราะร.ร.ที่เรียนอยู่ ไม่อยากให้เด็กห้อง 1 ตก<- ร.ร.สมัยม.ต้น แข่งกันเรียนมาก แล้วแบบมีการปฏิบัติตามชั้นวรรณะแบบเด็กเรียนเก่ง ห้อง 1 จะไม่คบกับห้องท้ายๆ อย่างห้อง 1 ผู้หญิงเวลาพักกลางวันจะไม่เล่นกีฬา หรือไม่ก็จะอยู่ห้องสมุดทบทวนบทเรียน พวกอาจารย์ก็จะปฏิบัติกับเด็กห้อง 1 แบบ อ่า บอกไม่ถูก แบบเลือกปฏิบัติหน่อย) พอโตมาก็คิดว่า ตอนนั้นเหมือนอะไรไม่รู้ ทำไมต้องอยากเรียนโรงเรียนดังๆ ตัวเราไม่ได้เป็นคนเลือกร.ร.เองเลยซักที่
 
ม.ปลาย เข้าร.ร.สตรีได้ด้วยอัตรา 1:40 ตอนแรกนึกว่าจะแข่งกันเหมือนม.ต้น แต่กลายเป็นว่า ม.ปลายกลับชิลๆแทน (ตกมั่งก็ยังไม่ซีเรียส) มันลำบากอีตอนเอ็นนี่สิ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ไม่อยากเรียนเลขเลย แต่แม่เราเป็นคนแปะคณะเรียบร้อย จริงๆตอนนั้นก็แอบคิดว่า จะทำไงดีวะ ส่งกระดาษเปล่าดีมั้ย เฮ้ย แต่ถ้าไม่ติดจริงๆจะไปเรียนไหน คณะในตอนนั้นก็ไม่ได้หลากหลายเหมือนสมัยนี้ แถมอันดับ 1-4 ห่างกันไม่ถึง 20 คะแนน ถ้าไม่ติดก็คือไม่ติดเลยอะ แต่ถ้าติดก็ต้องเรียนในคณะที่ไม่อยากเรียน (คิดในใจ ถ้าติดนี่ไปแย่งที่คนที่เขาอยากเรียนคณะนี้จริงๆรึเปล่า)
 
โชคดี(ตรงไหน)...ที่เอ็นติด อันดับ4 อยู่ในคณะวิดยาคอมที่เมนหลักเป็นภาคคณิศาสตร์ คิดในใจเลย จะโดนไทร์ก่อนมั้ย แถมตอนประกาศผลเอ็นท์ เพื่อนที่เลือกคณะนี้อันดับ 1 ไม่ติด แต่ไอ้คนไม่อยากเรียนที่เลือกไว้อันดับ 4 เสือกติด ในใจก็แบบชิบหายแล้ว จะทำไง แต่คิดว่า ปล่อยมันไปเถอะ ชีวิตมันก็มีทางไปของมัน เรียนให้แม่ละกัน แล้วตอนทำงานค่อยเลือกเอง
 
เรียนไป เทอม 1 ตกฟิสิกส์ เทอม 2 ตกแคล 2 พยายามหนีไปเอ็นใหม่แต่ไม่ติด แล้วแคล 3 ที่เป็นตัวต่อมันต้องเรียนตอนปี 3 ด้วย ก็เลยลงแม่งซัมเมอร์ตลอดจนขึ้นปี 3 เพื่อแก้ตัวที่ตกอยู่ (ไม่มีปิดเทอมกะเขาเลย) ตลอดเวลาที่เรียน เรียกว่าเซ็งอะ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ชีวะที่เป็นตัวทำคะแนนให้เราก้ไม่มี  สรุปแล้วเรียนเอกคอม แต่วิชาคอม D ตลอด (สรุปว่า เพื่ออะไรวะ? ในใจก็คิดตลอดนี่ถ้าไปเรียนภาษา ศิลป์ อย่างที่อยากเลือก ชีวิตจะเป็นสุขกว่านี้ไหม)
 
แต่สรุปก็จบมาได้ภายใน 4 ปีแหละ
 
แต่ถ้าถามว่าให้เลือกได้จะไปเลือกเรียนศิลป์มั้ย ก็คงบอกว่า ตอนนี้เราพอใจกับตัวเองที่เป็นอยู่ ประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมันหลอมรวมจนมาเป็นตัวเราในทุกวันนี้ แล้วก็อีกอย่างนึง
 
เพราะในความเป็นจริง มันเลือกไม่ได้
 
ฉะนั้นก็ต้องก้าวต่อไป
 
ถึงจะมีเรื่องที่คิดว่า ไม่ไหวแล้วนี่มันทางตัน มันทำอะไรไม่ได้ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
 
เพราะยังมีชีวิตอยู่ ถึงสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
 
ถ้าวันนี้เจอเรื่องไม่ดี พรุ่งนี้ก็คงจะเจอเรื่องไม่ดี แต่ชีวิตคนมันไม่ได้มีแต่วันที่ไม่ดีตลอดไป
 
..........
ผ่านไป สิบกว่าปี ถ้าให้พูดถึงเรือ่งเอ็น ก้คงพูดได้เป็นวรรคเป้นเวรตลอด เพราะเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่โคตรมีรสชาติและสีสัน แบบที่จนอายุ 70 ก็ยังจำได้ การต้องทนกับอะไรที่เกลียดมากๆ แต่เพราะอย่างนั้นก็ทำให้ได้เจออะไรดีๆด้วย
 
เพราะฉะนั้น ถ้าต้องเรียนในคณะที่ไม่ชอบ
 
จะเลือกทน หรือ ย้อนกลับ ก้จะเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เธอจะจำได้ตลอดแหละ งั้นก็....
 
สุ้ๆละกันเนอะ ^^